รายงานความคืบหน้าในการสร้างอุโบสถ
และขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ

ที่พักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี โทร.081-3642239


 
 
ภาพถ่าย ความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์ เดือน มีนาคม 2556

ความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์ [ณ มีนาคม 56]

ความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์ ในส่วนของงานโครงสร้างก่อฉาบภายในและภายนอกใกล้เสร็จแล้ว งานต่อไปที่จะดำเนินทำคือ ช่อฟ้า ใบระกา หน้าบรรณ ซุ้มประตู หน้าต่าง แท่นพระประธาน ปูหินอ่อน ทาสี เดินไฟ ใช้งบประมาณก่อสร้างไปแล้ว 1,600,000 บาท คาดว่าจะใช้งบประมาณอีก 1,600,000 บาท น่าจะแล้วเสร็จเฉพาะตัวโบสถ์
 
จีงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา จะเป็นเจ้าภาพส่วนหนึ่งส่วนใด โปรดติดต่อโดยตรงที่วัด โทรศัพท์ไปที่พระมานิตย์ ปัญญาวุโธ 081-3642239 หรือ โอนปัจจัยเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาด่านช้าง บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี พระมานิตย์ ปัญญาวุโธ เลขที่บัญชี 728-0-11714-7
 
ขออนุโมนาบุญกับท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่ช่วยกันสร้างพระอุโบสถ ณ ที่พักสงฆ์เขาพุดง ในครั้งนี้

ประวัติที่พักสงฆ์เขาพุดง

ประวัติที่พักสงฆ์เขาพุดง ตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำกระเสียว หมู่ที่ 7 ตำบลวังคัน อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ 50 ไร่ อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตสร้างวัด โดยสร้างเป็นวัดป่าสำหรับการปฏิบัติธรรม ปัจจุบันมีศาลาการเปรียญ 1 หลัง ศาลาโรงฉัน 1หลัง กุฏิ 7 หลัง มีพระอาจารย์มานิตย์ ปัญญาวุโธ (กิตติพาณิชยกุล) พรรษา 25 เป็นหัวหน้าสงฆ์

ศาลาการเปรียญ

กุฏิสงฆ์

สำหรับประวัติท่านพระอาจารย์มานิตย์ พระอาจาย์มานิตย์ ปัญญาวุโธ เกิดวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2492 บ้านเกิดอยู่ที่สำเหร่ จังหวัดธนบุรี (ในสมัยนั้น ธนบุรี เป็นจังหวัด) เป็นบุตรของนายและง้วน และนางอำไพ แซ่เอี้ย มีพี่น้องรวม 12 คน ศึกษาชั้นประถมและมัธยมต้นที่โรงเรียนสมบุญวิทยา และชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนอำนวยวิทย์
  • ปริญญาตรี คณะพาณิชย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
  • ปริญญาโท คณะพาณิชย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำงานเป็นอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า อยู่ 14 ปี (พ.ศ. 2513-2527)
 
อุปสมบทเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 ที่วัดปาลิไลยวัน อ.ศรีราช จ.ชลบุรี และจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านเพ จ.ระยอง ปี พ.ศ. 2527 - 2542 (16 ปี) ศึกษากับหลวงพ่อณรงค์ มหาวีโร ได้นักธรรมเอก และเป็นอาจารย์สอนนักธรรม
 
ท่านเป็นปณิธานที่จะสร้างวัดป่าเพื่อสืบทอดและเผยแพร่พระศาสนา จึงเดินทางธุดงค์มาพบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสร้างวัดป่าปฏิบัติธรรม คือพื้นที่บริเวณชายเขาพุดงใกล้อ่างเก็บน้ำกระเสียว หมู่ที่ 7 ต.วังคัน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และได้เริ่มต้นสร้างวัดในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2543 ที่ได้ทำเสร็จไปแล้วมี ซื้อที่ดิน 50 ไร่ เจาะน้ำบาดาล เดินไฟฟ้าเข้าวัด สร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง ศาลาโรงฉัน 1 หลัง กุฏิ 7 หลัง และเริ่มวางศิลาฤกษ์สร้างอุโบสถตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตสร้างวัด

งานวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์


ภาพวันงานวางศิลาฤกษ์สร้างอุโบสถ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ณ ที่พักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ที่พักสงฆ์เขาพุดงโดยท่านพระอาจารย์มานิตย์ และศรัทธาญาติโยม ได้จัดทำพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ และทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมาจัดสร้างพระอุโบสถให้คณะสงฆ์ใช้เป็นที่ทำวัดสวดมนต์ และทำสังฆกรรม โดยพระอุโบสถที่จะสร้างเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ ออกแบบโดยกรมศิลปกร มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 19 เมตร สูง 15 เมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 4 ล้านบาท

ภาพช่วงบ่าย ตอนวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์

พื้นที่บริเวณสร้างอุโบสถ

พระประธานปางชนะมาร ขนาดหน้าตัก 59 นิ้ว ที่จะประดิษฐานในอุโบสถ พร้อมพระโมคคัลลา และพระสารีบุตร


ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ ณ ที่พักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างพระอุโบสถทรงไทยประยุกต์ ออกแบบโดยกรมศิลปกร สำหรับเป็นสถานที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ วงเงินก่อสร้างประมาณ 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุนเพื่อสร้างอุโบสถเพื่อเป็นวิหารทาน ได้ที่
  1. ที่พักสงฆ์เขาพุดง ม.7 ต.วังคัน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 72180 โทรศัพท์ 081-3642239 (เส้นทางตามแผนที่) หรือ
  2. โอนปัจจัยเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาด่านช้าง บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี พระมานิตย์ ปัญญาวุโธ เลขที่บัญชี 728-0-11714-7
ท่านสามารถโทรแจ้งเพื่อขอรับใบอนุโมทนาบัตรได้จากพระมานิตย์ ปัญญาวุโธ ในช่วงเวลา 10.00 น. ถึง 19.00 น. โทรศัพท์ 081-3642239

อานิสงส์การสร้างวิหารทาน

การสร้างวิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เป็นทานที่มีผลมากมีอานิสงส์มากเช่นกัน ตามข้อความที่ปรากฏในพระวินัยปิฎกมหาขันธกะ จุลวรรคว่า พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ ได้ทูลถามสมเด็จพระบรมศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาธุชนทั้งหลายมีใจศรัทธาปสันนาการ เลื่อมใสมาก่อสร้างกุฏิ วิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น จะมีผลผลานิสงส์เป็นประการใด" พระศาสดาทรงตรัสว่า "ดูกรมหาบพิตร ผู้ใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสพระรัตนตรัยแล้วก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลา คูหาน้อยใหญ่ ถวายเป็นทาน จะประกอบด้วยผลอานิสงส์มาก เป็นอเนกประการนับได้ถึง ๔๐ กัป
 
พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมาเทศนาต่อไปว่า ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว พระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติบังเกิดในโลก ในระหว่างนั้นพระปัจเจกโพธิเจ้าทั้งหลาย ก็ได้บังเกิดตรัสรู้ในโลกนี้ และอาศัยในป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่งมีความปรารถนาเพื่อจะมาใกล้หมู่บ้านอันเป็นแว่นแคว้นกาสิกราช ได้อาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งแถบใกล้บ้านนั้นมีนายช้างคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็ไปป่ากับลูกชายของตน เพื่อจะตัดไม้มาขายกินเลี้ยงชีพตามปกติ ก็แลเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พ่อลูกสองคนก็เข้าไปใกล้น้อมกายถวายนมัสการแล้ว ทูลถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าจะไปไหน จึงมาอยู่ในสถานที่นี้" พระปัจเจกโพธิจึงตอบว่า "ดูกรอาวุโส บัดนี้จวนจะเข้าพรรษาแล้ว อาตมาเที่ยวแสวงหากุฏิวิหารที่จะจำพรรษา" นายช่างก็อาราธนาให้อยู่จำพรรษาในที่นี้ พระปัจเจกโพธิทรงรับด้วยการดุษณีภาพ สองคนพ่อลูกดีใจ จึงขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าเข้าไปในเรือน ถวายบิณฑบาตทานแก่พระปัจเจกโพธิ สองคนพ่อลูกเที่ยวตัดไม้แก่นมาสร้างกุฏิวิหารที่ริมสระโบกขรณีใหญ่ ได้ทำที่จงกรมเสร็จแล้ว ได้อาราธนาว่า "พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่ให้สุขเถิดพระเจ้าข้า"
 
ครั้นพระปัจเจกโพธิได้รับนิมนต์แล้ว สองคนพ่อลูกตั้งปณิธานความปรารถนาว่า "ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ยากไร้เข็ญใจ และขอให้ข้าพเจ้าทั้งสองนี้ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้ประเสริฐองค์หนึ่งเถิด" พระปัจเจกโพธิก็รับอนุโมทนาซึ่งบุญ นายช่างสองคนพ่อลูกอยู่สิ้นอายุขัยแล้วก็ทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองเป็นที่รองรับ และเทพอัปสรแวดล้อมเป็นบริวาร เสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์สิ้นกาลนาน จุติจากสวรรค์นั้นแล้ว ก็ไปบังเกิดเป็นราชบุตรของพระเจ้าสุโรธิบรมกษัตริย์ในเมืองมิถิลามหานคร ทรงพระนามว่า มหาปนาทกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เสวยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ด้วยอานิสงส์ที่ได้สร้างกุฏิวิหารถวายเป็นทานแก่พระปัจเจกโพธิ ครั้นตายจากชาติเป็นพระยามหาปนาทแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิดในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แล้วก็มาเกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฎิอยู่ในภัททิยนคร ชื่อว่า ภัททชิกได้ปราสาท ๓ หลัง อยู่ใน ๓ ฤดู ครั้นเจริญวัยได้บวชในศาสนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในศาสนาของตถาคต ส่วนเทพบุตรองค์พ่อนั้น ยังเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ช้านานจนถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ได้จุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีสมเด็จพระเจ้ากรุงเกตุมวดี ทรงพระนามว่า สังขกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้วก็ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมกษัตริย์ มีทวีปน้อยใหญ่เป็นบริวาร พระองค์จึงได้สละราชสมบัติบ้านเมืองออกไปบรรพชา ในสำนักพระศรีอริยเมตไตรย์กับทั้งบริวาร ๑ โกฎิ บรรลุอรหันต์ได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา นามว่าอโสกเถระ ก็ด้วยอานิสงส์ได้สร้างกุฏิให้เป็นทานนั้นแล อันเป็นบุญให้ถึงความสุข ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ